
การที่สเตเฟ่น เคอร์รี่ตัดสินใจแยกทางกับ Under Armour และหันไปจับมือกับ Li-Ning ถือเป็นหนึ่งในดีลธุรกิจที่สำคัญที่สุดของเขา หลังร่วมงานกับ Under Armour มาตั้งแต่ปี 2013 และช่วยยกระดับแบรนด์จนเกิด Curry Brand ขึ้นมา เคอร์รี่ได้ปิดฉากความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 12 ปีอย่างเป็นทางการ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ Under Armour ยอมให้เขานำ Curry Brand ออกไปด้วย ทำให้ซูเปอร์สตาร์ NBA รายนี้สามารถพาแบรนด์ของตัวเองเข้าสู่บ้านหลังใหม่ได้อย่างเต็มตัว
รายงานจาก ESPN ระบุว่าข้อตกลงกับ Li-Ning มีระยะยาวถึง 10 ปี และครอบคลุมทั้งรองเท้าบาสเกตบอล เสื้อผ้ากีฬาแนวลำลอง รวมถึงอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร ที่สำคัญกว่านั้น เคอร์รี่ยังมีอำนาจในการดึงนักกีฬาเข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงพรีเซนเตอร์สินค้า แต่มีบทบาทใกล้เคียงเจ้าของแบรนด์ ผู้บริหาร และผู้สร้างระบบธุรกิจของตัวเอง โดยเขาเคยย้ำชัดว่าอนาคตของ Curry Brand จะถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทที่อยู่ในวงการกีฬาและนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน และมองว่า Li-Ning คือพาร์ทเนอร์ที่พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก
เหตุผลที่เคอร์รี่เลือก Li-Ning นั้นชัดเจนทั้งในแง่สถานะและโอกาสทางธุรกิจ เพราะเขาต้องการเป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์ ไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งนักกีฬาที่ต้องแบ่งพื้นที่กับสตาร์คนอื่นเหมือนในแบรนด์ยักษ์ใหญ่ฝั่งสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน Li-Ning ยังเปิดทางให้ Curry Brand ขยายอิทธิพลสู่ตลาดเอเชียและตลาดโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักบาส NBA มักสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงอยู่แล้ว อีกทั้งยุค NIL ยังช่วยให้แบรนด์เข้าถึงนักกีฬารุ่นใหม่ได้เร็วขึ้น และเมื่อมองภาพรวม สัญญา 10 ปีนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่ออนาคตหลังเลิกเล่นของเคอร์รี่โดยตรง เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการขายสินค้า แต่คือการสร้าง Curry Brand ให้เติบโตไปในระดับเดียวกับ Jordan Brand ในแบบฉบับของสเตเฟ่น เคอร์รี่เอง